Books

[สรุป] หนังสือ Suddenly Talented

การเรียนรู้คือการลดข้อผิดพลาด ไม่ใช่การสมบูรณ์แบบ

Cover

เก่งพอตัว

หลายครั้งที่เรามองไปที่เพื่อนเราที่ทำงานในสายงานที่เราอาจไม่คุ้นเคย ทำอะไรซักอย่างขึ้นมาแล้วเราก็มักจะมองว่า “ฮี้ยยย เพื่อนเราเก่งจังวะ!!” หรืออย่างผมเองที่อยู่ในสายคอมก็สามารถคลิกไม่กี่ทีให้เพื่อนสายอื่นตื่นเต้น แล้วรีบถามว่าทำยังไง

ฌอน ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้เสนอแนวคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์หรือเป็นอัจฉริยะ อย่างไมเคิล เฟลป์ส นักกีฬาโอลิมปิกที่ให้สัมภาษณ์ว่าเค้าใช้เวลาฝึกซ้อมติดต่อกัน5ปีไม่มีวันหยุด แต่ละวันใช้เวลาฝึกประมาณ6ชั่วโมง เพราะเค้าอยากทำสิ่งที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน และอยากเป็นคนเก่งที่สุดตลอดกาล

ประเด็นคือ
ผมอยากเป็นคนเก่งที่สุดไหม: ใช่
****ผมอยากสละ6ชั่วโมงทุกวันไปกับการฝึกซ้อมไหม: ไม่!!
ผมอยากเป็นคนไร้ความสามารถไหม: ไม่!

หนังสือเล่มนี้จึงพยายามบอกเราว่าเราแค่เก่งพอตัวก็พอแล้ว

Suddenly Talented


เอาหละงั้นเราจะมาพูดถึงเส้นทางของการเก่งพอตัว ฌอนบอกให้เราลองมองในมุมที่ว่าเมื่อเราเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ มันคือการminimizeข้อผิดพลาดของเรา ยกตัวอย่างตอนเราเดินเข้าห้องตอนที่ไฟมืดสนิท คืนแรกคุณอาจจะเดินสะดุดถังขยะที่วางอยู่บนพื้น แล้วเซจนขาอีกข้างไปตู้เย็นอย่างแรงจนเท้าบวม แต่พอคุณใช้ชีวิตในห้องนี้ไปเรื่อยๆ คุณอาจจะไม่เตะตู้เย็นแล้ว แต่คุณดันไปชนกับพัดลมที่วางไว้ต่อ จนสุดท้ายซักวันคุณก็เหมือนกับนินจาที่วิ่งไปถึงเตียงในความมืดได้โดยไม่ชนอะไร ส่วนการเริ่มเรียนสิ่งใหม่ก็แค่เหมือนการที่มีพายุพัดทุกอย่างในห้องคุณสลับไปหมด สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่กลับไปเดินชนตู้เย็นเหมือนเดิม การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมันคือการminimizeความผิดพลาด ซึ่งปรับใช้ได้กับทุกการเรียนรู้

ถ้าเรานิยามพรสวรรค์ว่าเป็น “การลดจำนวนความผิดพลาด” ความเข้าใจของเราก็จะไม่คลุมเครืออีกต่อไป | ฌอนกล่าว

“แต่มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่จะเอาข้อผิดพลาดทั้งหมดออกไปได้” หลายคนอาจคิดแบบนั้น
ซึ่งถูกครับ ฌอนจึงอยากให้เราโฟกัสไปที่ข้อผิดพลาดที่สำคัญหรืออันตรายจริงๆ

Energy Confidence Skill (ECS)

หนังสือเล่มนี้เสนอframeworkง่ายๆในการที่เราจะเก่งในทักษะหนึ่งได้ ประกอบด้วย

  • Energy
  • Confidence
  • Skill

ฌอนแนะนำวิธีจำง่ายๆคือให้มองไปที่คีย์บอร์ดเราหาปุ่ม ESC และสลับ S C → ECS

Energy

ฌอนให้ความสำคัญกับEnergyและConfidenceมากกว่าSkillอีก เราควรเริ่มจากอะไรที่ใช้พลังงานพอดีกับเรา ให้เหมาะสมกับการที่ทำต่อเนื่องในวันต่อๆไป ถ้าเราทำงานหรือเรียนแล้วรู้สึกอยากออกไปทำอะไรสนุกๆขณะทำ อาจแปลว่าสิ่งนั้นใช้พลังงานเยอะเกินไป และหากงานใดใช้พลังงานเกินจำเป็น งานนั้นก็มีโอกาสล้มเหลวสูง

วิธีนึงที่ฌอนเสนอขึ้นมาคือการวัดพลังงานด้วยคำถามที่ว่า“อะไรต่อ” (What’s Next?)

หลายครั้งที่เราจะเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ๆมักเต็มไปด้วยความกังวล แต่เรื่องบางเรื่องถ้าเราได้ลงมือทำ หรือลองศึกษามันดูซักนิดนึง คุณอาจจะรู้สึกว่ามันง่ายกว่าที่คิดหนิ หรือทำให้คุณอดคิดไม่ได้ว่า “อะไรต่อ” มันคือความรู้สึกที่คุณเริ่มสนใจ เริ่มสนุก และเริ่มมั่นใจ กับสิ่งที่คุณทำแล้วมีพลังงานในการเรียนรู้ต่อไป

Suddenly Talented


ฌอนยกตัวอย่างด้วยการสอนให้ทุกคนวาดรูปวาฬด้วย6ขั้นตอนง่ายๆ จนทำให้คนที่วาดรูปไม่เป็นอย่างผมวาดออกมาได้จากวาฬฝั่งซ้ายสู่ฝั่งขวา ถ้าฌอนถามผมว่าอยากวาดคาปิบาร่าต่อไหม ผมก็คงอยากวาดต่อ เพราะการสอนของฌอนทำให้มันง่ายและทำให้ผมอยากมีพลังงานวาดต่อ

Confidence

ลองย้อนกลับไปตอนเราม.1 เนื้อหาตอนนั้นอาจจะยากสำหรับเรามากทั้งแก้สมการ, จำสูตรต่างๆ แต่ถ้าเราหันไปมองโจทย์ระดับประถมหละ การบวก,ลบ,คูณ,หาร มันคงเป็นเรื่องสบายมากๆสำหรับเราตอนม.1 เพราะเรามีความมั่นใจที่จะทำมัน เราลดความผิดพลาดในการคำนวณระดับประถมมาแล้ว

ฌอนยกตัวอย่างขนาดนักกีฬาระดับโลกยังต้องการการฝึกซ้อม ทรัพยากร การสนับสนุนที่ดีที่สุด ถ้าสูญเสียความมั่นใจ ก็จะเกิดอาการฟอร์มตกได้ ซึ่งไม่ใช่ว่าทักษะที่บุคคลเหล่านี้ฝึกมาทั้งชีวิตจะหายไปในชั่วข้ามคืน เค้าแค่เสียหลักไปบ้าง

การสร้างsafe zoneเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะเพิ่มความมั่นใจให้เรา เราจึงควรสร้างsafe zoneของตัวเองไม่ใช่แค่ที่เดียว แต่เป็นหลายๆที่รวมกัน การเรียนรู้แรกๆจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเสมอ

เครื่องมือที่ดีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจ คุณลองนึกภาพคุณเปิดipadขึ้นมาจดโน๊ต คุณไม่จำเป็นต้องกลัวว่าถ้าเขียนผิดจะลบได้ไหมเหมือนบนกระดาษ เราจะundoกี่รอบก็ได้ ฌอนเขียนไว้ว่า คนมักพูดถึง “ช่างไม้ฝีมือแย่ มักโทษเครื่องมือที่ใช้” แต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง “ช่างไม้ฝีมือดี ก็ใช้เครื่องมือชั้นยอดเช่นกัน”

การเปรียบเทียบกับคนอื่นมักทำให้เราสูญเสียความมั่นใจ สิ่งเดียวที่เราควรเปรียบเทียบคือตัวเอง มั่นใจในความสามารถของตัวเองว่าจะเติบโตในทุกๆวัน และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในทุกๆวัน

Skill

ทักษะอาจเป็นแค่อะไรที่คนอื่น (ยัง)ทำไม่ได้ เหมือนกับการที่คุณเห็นคนอื่นทำในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ แล้วคุณก็คิดว่าคนนั้นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญแน่ๆ เราจะถูกมองว่ามีทักษะเมื่อเราทำสิ่งหนึ่งได้รวดเร็วและแม่นยำ

การตัดสินใจของเราผิดเพี้ยน เพราะสมองถูกตั้งค่าให้ด่วนสรุป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ คนที่ถูกด่วนตัดสินแบบนี้ มักทำให้เค้ามีทักษะมากขึ้น เพราะเค้ามักได้คำชมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งส่งเสริมความมั่นใจให้เรียนรู้ต่อไป แม้ไม่ได้ก้าวหน้ามากก็ตาม

ฌอนหยิบแนวคิด 10,000 ชั่วโมงจากหนังสือ Outlier, Malcolm Gladwell (ผู้วิจัยกฎนี้ต้นฉบับคือK. Anders Ericsson) ว่าด้วยการฝึกฝนสิ่งหนึ่งครบ 10,000ชั่วโมงจะทำให้เราเก่งในระดับเชี่ยวชาญ แต่ฌอนมองว่ากฏนี้ได้ปัดตกสิ่งนึงที่สำคัญไป ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนจากครอบครัว, ครูฝึก, และปัจจัยอื่นๆ

เหตุผลที่เราพัฒนาทักษะได้ยากเพราะเรากลัวความผิดพลาด ทำให้เราผิดพลาดน้อยเกินไป เมื่อเราต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เราต้องผิดพลาดให้มากๆ (ถ้าใครอยู่ในสายคอม อยากให้ลองนึกถึงตอนtrain ai) และบางครั้งการหากลุ่มคนที่จะฝึกทักษะไปด้วยกัน แชร์ความผิดพลาดที่คนอื่นพบเจอ (คุณลองนึกถึงตอนคุณทำงานกลุ่มกับเพื่อนสิ ว่าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นมากขนาดไหน เทียบกับเราทำคนเดียว)

การฝึกซ้อมต่างจากการเล่นสนุกทุกคนรู้ แต่ถ้าเราเพิ่มลูกเล่น หรืออะไรที่ทำให้ดูสนุกสนาน การเรียนรู้ของเราก็กลายเป็นเรื่องสนุกในทุกๆวันได้

7/10

หนังสือเล่มนี้จบด้วยที่ว่า เราเก่งแค่ระดับ7/10ก็พอแล้ว การที่เราจะไปถึงระดับ10/10นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ และอีก3ส่วนที่หายไปนั้น เป็นเส้นทางที่คดเคี้ยว และใช้เวลามหาศาลในระดับที่คุณเอาเวลานั้นไปเริ่มทักษะใหม่ๆจาก0 ไต่ไปจนถึง7/10ได้อีกหลายทักษะเลย และแน่นอนว่ามันคือระดับที่ใครๆก็สามารถทำได้ ขอแค่คุณสนุกที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

Read the next thing.

New articles, projects, Interactive Labs, and occasional professional or site announcements, primarily in Thai, with no more than one routine email a week.

Double opt-in. Unsubscribe anytime. Your address is never sold or shared for third-party marketing. Privacy