Writing
My philosophy of note-taking in AI era
ในยุคที่ AI สามารถสร้างเนื้อหาแทนเราได้อย่างง่ายดาย การจดโน้ตด้วยตัวเองคือกระบวนการกลั่นกรองความคิดเพื่อรักษาความเป็นตัวเองและพัฒนาการคิด การเข้าใจตนเอง

“Writing is thinking on paper” จากWilliam Zinsser เป็นประโยคที่ทำให้ผมเริ่มกลับมาเขียนโน๊ตแบบจริงๆจังๆในทุกวันนี้ ในยุคที่เราแค่พิมพ์ไม่กี่คำสั่งให้กับAIก็สามารถสร้างเนื้อหาออกมาได้มากมาย คำถามคือสิ่งที่พ่นออกมามันออกมาจากความคิดเราจริงๆหรือไม่? โดยเนื้อหาหลักๆผมอยากย้อนตั้งแต่ผมวัยเด็กจนถึงสิ่งที่ผมตกผลึกมาจนถึงยุคปัจจุบันเกี่ยวกับการเขียนโน๊ตในยุคAI โดยเป็นแค่การแชร์ประสบการณ์และความคิดเห็นของผมว่าแทนที่ผมจะใช้Automationที่ทำแทนผมได้ทุกอย่างแล้ว แต่ผมดันมองตรงข้ามและBack to simple

Screenshot from https://www.amazon.com/Writing-Learn-Write-Clearly-Subject-ebook/dp/B00BOQEBFE
ตามใจตัวเองในการจด
ถ้าย้อนไปตอนเด็กๆ ผมในฐานะเด็กที่ค่อนข้างอินกับเทคใหม่ๆ จะต่อต้านการใช้กระดาษสุดๆ ในยุคที่เรามีipadขีดเขียนได้ ถ้าพิมพ์ก็ยังพิมพ์ได้ไวกว่าเขียน เราจะไปใช้กระดาษแบบมนุษย์ยุคโบราณไปทำไม
(ถึงแม้เหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะมาเพราะผมอยากขอพ่อแม่ซื้อipadเครื่องใหม่ก็ตาม)
เมื่อปี(2019-2020)แอปนึงที่ติดอันดับต้นๆของapp storeคือNotion ตอนนั้นผมรู้จักนะว่ามันคือแอปจดโน๊ตที่คนอวยกันมาก แต่ผมได้จับจริงๆก็คือตอนม.ปลายที่ชีวิตเริ่มมีอะไรวุ่นวายมากจนจัดการไหว(2022) ผมได้เริ่มใช้โดยการสร้างDatabaseมากมาย วางระบบทุกอย่างเพื่อความสบายของตัวเองในอนาคตและคาดหวังว่าสิ่งนี้จะต้องช่วยเพิ่มความproductiveของเราได้แน่ๆ ซึ่งผลลัพธ์มันก็ดีจริงตอนเดือนแรกๆ แต่พอเลิกเห่อความขี้เกียจก็ครอบงำ ไม่ว่าจะด้วยtemplateที่สร้างมาไม่ได้ออกแบบมาสำหรับงานบางประเภท ถ้าอยากทำให้มันดีๆก็ต้องไปแก้templateเราใหม่ ซึ่งก็เพิ่มความวุ่นวายอีก ยิ่งจัดยิ่งวุ่น
ถามว่าผมแก้ด้วยอะไร คำตอบคือย้ายแอปครับ ไม่ว่าจะObsidian, Coda, Anytype และอื่นๆ จนสุดท้ายผมตกผลึกได้ว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่มันอยู่ที่วินัย,ความขี้เกียจ,ความเข้าใจในตัวเองของเรา
หลายครั้งที่ผมจะรู้สึกเหนื่อย และรู้สึกว่าการจดโน๊ตมันยากเพราะ ระบบต่างๆมันเยอะไปหมด ยิ่งเราใช้templateของคนอื่น แล้วเค้าวางautomationหรือระบบอะไรไว้มากๆที่เราไม่เข้าใจ ยิ่งจดยิ่งอึดอัด อยากแก้อะไรก็ไม่เข้าใจ หรือปัญหาtemplateไม่เข้ากับงานของเราก็แก้ไม่เป็น
จนกลายมาเป็นผมร่างปัจจุบัน ทุกวันนี้ผมมีGoogle Keep, สมุดโน๊ต2เล่ม และ Notion ถ้าถามว่าผมทำให้ระบบมันดีกว่านี้หรือยัดทุกอย่างลงNotionได้ไหม คำตอบคือได้แต่ผมก็คงจะเอาแต่นั่งวางระบบให้มันดีจนไม่ได้ใช้งานมันซักที โดยผมจะขยายความแต่ละอย่างที่ผมใช้ตามนี้
Google Keep
แอปนี้เรียกว่าเป็นแอปหลักเลยถ้าต้องการความไว เหตุผลง่ายๆเลยที่ผมใช้GG Keepคือผมใช้หลายOSไม่ว่าจะ Android, iPadOS, Mac, Window ดังนั้นโจทย์ผมคือโน๊ตผมต้องSyncแบบCross-platform ซึ่งKeepตอบโจทย์ในเรื่องนี้มากๆไม่ว่าจะเรื่องความเร็วในการsync เวลามีอะไรรีบๆก็หยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ได้เลย
โดยKeepจะเก็บnoteในรูปแบบ # (เช่น #Study, #Work) ซึ่งก็เหมือนกับแอปโน๊ตทั่วไป ที่ไม่มีอะไรเด่น ถ้ามองในเรื่องความใช้ง่ายแอปNotesของAppleจะดูดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะเขียนแบบhandwriteได้
สมุดเล่มที่1
ผมจะเรียกเล่มนี้ว่ากระดาษทด หน้าที่ของเล่มนี้ไม่ต่างอะไรจากGG Keepข้างบน แต่แค่มันเขียนได้ทุกเวลา ไม่ต้องใช้เน็ต และไม่ต้องกลัวแบตหมด สมุดเล่มนี้มันเป็นอะไรก็ได้ คือผมทำให้มันกลายเป็นสคริปตอนพูดพรีเซ้น หรือฉีกออกมาพับจรวดก็ได้เช่นกัน แค่นี้แหละคับสมุดเล่มนี้
Simple is the best
Notion
ไม่ว่ายังไงNotionก็ยังเป็นแอปลูกรักของผม ถึงแม้ว่าช่วงหลังๆจะมีอัปเดทฟีเจอร์ใหม่ๆที่มีแต่อะไรรกๆไปหมด รวมถึงAIซึ่งถ้าว่ากันตามตรง ผมแทบไม่เคยใช้AIบนNotionเลยไม่ว่าจะด้วยราคาหรือความสามารถ
ผมลดความสำคัญของNotionลง จากที่มันเคยเป็นทุกอย่างเหลือเป็นแค่แอปสำหรับพิมพ์อะไรจริงๆจัง และแชร์โน๊ตให้คนอื่น ถ้า2สิ่งแรก(Keepและสมุด1)เอามาเพื่อจดอะไรไวๆ Notionจะมีไว้จดรวบรวมความคิด และสิ่งที่ผมตกผลึกได้จริงจังจาก2อย่างแรก ไม่ว่าจะเป็น
- เขียนโพสนี้
- สรุปเรื่องเรียน
- ยันเป็นproject management ให้กับงานเล็กๆ
ผมเลิกทำระบบAutomationอะไรมากมาย ทุกวันนี้เหลือแค่Databaseที่มีไม่กี่คอลลัมและกดเข้าไปก็มีsubpageเรียงๆกันไป ตามที่บอกว่ามันไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดหรอก แต่สิ่งนี้มันยังทำให้ผมจดโน๊ตอยู่ได้โดยไม่ต้องวุ่นวายอะไรมาก ผมแค่ตั้งชื่อไฟล์ให้จำได้ แล้วก็กดCmd+Pเพื่อหาpageนั้นๆ
Share with Notion
อีกอย่างนึงที่ผมค่อนข้างเชียร์ในNotionคือการแชร์งานกับคนอื่น ผมเคยไปเป็นspeakerสอน ”Prompt Engineer” ที่มหาลัย(สมัยที่มันกำลังบูมๆ) ผมคิดว่าNotionคือตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว(ที่ฟรี)
ผมสามารถวางโครงเนื้อหาทั้งหมดในนี้ แปะresourceไม่ว่าจะเป็นสไลด์, ไฟล์และลิงค์ต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบและแชร์ลิงค์เดียวสั้นๆให้กับผู้เข้าร่วม เค้าก็จะได้ทุกอย่าง ไม่ต้องสแกนQRไม่ต้องเปิดหลายๆไฟล์pdf รวมถึงระบบสารบัญที่บอกผู้เข้าร่วมได้เลยว่าตอนนี้เราอยู่ตรงหัวข้อนี้แล้วนะ ตามมาได้เลย
หรือเวลาที่ผมต้องออกไปพรีเซ้นหรือเปิดสไลด์ที่คอมมหาลัย ไม่ว่าจะด้วยHDMIเสียบไม่ติดหรือปัญหาอื่นๆ ผมแค่โยนทุกอย่างขึ้นหน้าใหม่notion แชร์publicที่เครื่องผม แล้วเดินออกไปพิมพ์urlสั้นๆ ทุกอย่างก็พร้อมเริ่มงาน
<ชื่อโดเมน>.noiton.site/<ชื่อที่เราตั้ง>

ตามที่บอกว่าNotionทำทุกอย่างเท่าที่คุณอยากทำ แต่ก่อนที่จะออกทะเลไปมากกว่านี้ ขอกลับไปที่หัวข้อเรื่องการจดโน๊ตกันต่อ😂
สมุดเล่มที่2
เล่มนี้จะเป็นเล่มที่ผมใช้น้อยสุด แต่มันจะวางอยู่บนหน้าโต๊ะผมตลอด มันคือplannerของปี2026 ว่าง่ายๆก็คือผมใช้มันเป็นปฏิทิน+planner+to do list
เหตุผลที่ผมไม่ค่อยใช้ก็คือ ผมรู้ตัวว่าผมไม่ได้มีวินัยที่จะมาจดอะไรทุกๆวันขนาดนั้น(ในตอนนี้) เล่มนี้จะใช้เมื่อผมรู้ว่าวันพรุ่งนี้มันต้องมีอะไรทำเต็มไปหมดจนกลัวลืม ผมจะจดไว้หน้าโต๊ะคอมว่าต้องทำอะไรบ้างในวันต่อไป หรือวันไหนที่มีเรื่องราวดีๆ ผมก็จะจดลงในplannerนี้ โดยที่ผมตั้งใจจะไม่บังคับตัวเองให้ทำสิ่งนี้ทุกวัน ส่วนใหญ่เอาไว้ดูมากกว่าว่าweekนี้มีeventหลักอะไรต้องทำ หรือdeadlineอะไรต้องส่งบ้างมากกว่า
พอดูไปดูมาก็จะเห็นว่าหลายอย่างที่ผมใช้หลายอย่างมันก็ดูใช้ด้วยกันได้และเป็นSubsetกันเอง แต่ก็อย่างที่บอกแหละครับ ผมคิดว่าการเข้าใจในตัวเองสำคัญเป็นอันดับต้นๆเลย และก็ค่อนข้างเห็นว่าผมตามใจตัวเองพอสมควร ไม่ได้บีบว่าฉันต้องทำทุกวัน จนสมองรู้สึกไม่อยากทำ วันไหนอยากเขียนก็เขียน วันไหนอยากพิมพ์ก็พิมพ์ มันก็แค่นั้นแหละครับ
AI-Era
หลายคนน่าจะสงสัยแล้วว่าอ่านมาตั้งนาน ไม่เห็นมีไรพูดถึงAIเลย โดนหลอกมั้ยเนี่ยยย เข้าเนื้อหาแล้วว
ผมเองก็ค่อนข้างได้แนวคิดด้านการเขียนมาจากคุณทอย DataRockie ที่ทำให้รู้จัก William Zinsser เจ้าของประโยค “Writing is thinking on paper” ในยุคที่หลายๆคนแทบไม่อ่านหรือเขียนอะไรกันแล้ว เพียงแค่โยนทุกอย่างให้AIสรุป ให้Aiเขียนให้ก็เสร็จแล้ว จุดยืนของผมตอนนี้จึงอยากเก็บความเป็นตัวเองเอาไว้ จึงทำให้เกิดโพสนี้
ผมก็เคยเป็นคนนึงที่เคยเห่อClaude codeมากๆจนทำAI Memต่างๆเพื่อกะจะเก็บไว้เป็นคลังความรู้แล้วคิดว่าเราค่อยไปอ่านทำความเข้าใจ หลังจากผมได้ลองกับโปรเจคนึง สิ่งที่ออกมาคือก้อนtextที่มีไฟล์เป็น10ที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเริ่มอ่านตรงไหน ฟิลเหมือนเราไปขอสมุดเลคเชอร์เพื่อนมาอ่าน แล้วเราต้องใช้เวลาทำความเข้าใจนานมาก ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ในการเขียน การใช้ศัพท์ต่างๆ เผลอๆนานกว่าอ่านเนื้อหาอีก และคงไม่ปฏิเสธว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้AIเข้าใจContextของโปรเจคได้ง่ายที่สุด (แล้วเราหละ🥺)
(บางกลุ่มมองว่ามนุษย์คือสิ่งที่เป็นคอขวดของAI เพราะแทนที่AIจะคิดในvector, metricหรือspaceของมัน กลับต้องมาคอยแปลเป็นภาษาให้มนุษย์เข้าใจ ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย)
แล้วยิ่งในยุคที่เพจและเนื้อหาต่างๆที่เกิดจากGenerative AIเต็มไปหมด เราเองในฐานะผู้อ่านก็ดูออกว่าการใช้คำพูดมันแปลก หรือบางคนเวลาออกไปพูดหรือตอบคำถามเราดูจากการพูดก็รู้แล้วว่าสิ่งนี้ไม่ได้ถูกกลั่นออกมาจากสมองของมนุษย์
แนวคิดในการโน๊ตของผมทุกวันนี้คือพยายามเก็บความเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากที่หลายๆคนทำมาตลอดชีวิตเลย ในขณะที่AIกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีtoolsหรือmodelใหม่ๆให้เราไล่ตาม ผมยังเชื่อมั่นในการคิดของสมองมนุษย์ผ่านการจดโน๊ต และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นควบคู่ไปกับAI
Obsidian
อีกToolนึงที่คนนิยมใช้กันมากๆในยุคAIคือObsidian ว่าง่ายๆมันคือNotion but markdownแหละครับ
Obsidian ออกแบบมาด้วยความsimpleโดยใช้ฐานหลักเป็นไฟล์ Markdown (.md) ที่AIชอบใช้เก็บcontextกัน ผมค่อนข้างเชียร์ให้ใช้ถ้าคุณสนใจในการcustomอะไรทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะจากที่ผมบ่นไปว่าNotionมันมีฟีเจอร์อะไรมากมายเต็มไปหมด ยังไม่รวมเรื่องการทีไฟล์คุณอยู่บนcloud ในขณะที่Obsidianไฟล์มันอยู่บนคอมของคุณ ยังไม่รวมข้อดีสุดๆก็คือ คุณสามารถให้AI agentของคุณเข้ามาอ่านเนื้อหาโปรเจคคุณทั้งหมดที่คุณnoteไว้ได้เลย
แต่ก็อย่างที่บอกและครับว่าโจทย์ของผมคือต้องการให้มันcross-platformและใช้งานสะดวก learning-curveของObsidianค่อนข้างสูง และใช้เวลาในการปรับแต่งนาน ไม่ใช่ว่าเราทำให้มันcross-platformไม่ได้นะ แต่ผมคงต้องวุ่นทั้งวันยังไม่รวมเวลามีปัญหาต่างๆเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าเราตั้งค่าไม่ดี กลายเป็นว่าแทนที่จะได้โฟกัสกับการจดโน๊ตเราดันต้องไปนั่งแก้ปัญหา
เหมือนกับที่หลายๆคนใช้Notionแล้วเอาแต่แต่งหน้าDashboardตัวเองจนสุดท้าย แต่งอย่างเดียวไม่ได้จดอะไรเลย เอ้า5555
Ai Integration with our Notes
ทุกวันนี้AIอยู่ในชีวิตประจำวันซึ่งทุกคนก็น่าจะเห็นแล้วว่าผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการให้AIมาGenerateเนื้อหาแทนเรา แต่ผมจะพูดถึงการที่AIทำงานร่วมกับโน๊ดเราอย่างไร (เนื้อหาส่วนนี้จะไม่ลงtechnicalแต่เน้นไปที่ภาพรวม)
คือถ้าคุณใช่Obsidianคุณคงแทบไม่มีปัญหาในเรื่องการใช้ร่วมกับAIอยู่แล้ว แต่ผมที่ใช้Notionเป็นหลักปวดหัวค่อนข้างเยอะถ้าจะใช้กับAI Agentส่วนตัว(Claude Code, Hermes, Pi Agent or Others) แต่ปัจจุบันเรามีNotion CLIจากOfficial ทำให้การทำงานกับAIง่ายขึ้นเยอะ
ดังนั้นผมจึงมองว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในยุคAIคือการเก็บโน๊ตในรูปแบบText ส่วนใหญ่เนื้อหาที่ผมจดลงในกระดาษที่สำคัญก็จะโดนย้ายมาบนNotionอย่างที่บอก ยกเว้นเนื้อหาส่วนตัวอย่างPlanner ซึ่งหลายคนเห็นแค่นี้ก็คงมีไอเดียในหัวมากมายแล้ว เช่น เอาโปรเจคเราไปให้AIช่วยresearchโยนเข้าGemini Notebook(NotebookLM) เชื่อมMCPต่างๆได้มากมาย ขอแค่ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในรูปแบบTextที่AIอ่านได้
Summary
ในยุคที่AIสามารถเขียนแทนเราได้ สิ่งนึงที่ผมอยากให้หลายๆคนที่ยังจดโน๊ตอยู่คงเอาไว้คือ ความเป็นตัวเอง การกลั่นเนื้อหา ออกมาจากสมองของเราเอง ฝึกให้ตัวเองออกมาเขียน และไม่หักโหมกับตัวเองเกินไป หาแนวทางที่ทำให้เราเขียนและมีความสุขเพื่อที่จะได้ทำสิ่งนี้ต่อๆไป (ซึ่งก็สามารถปรับใช้ได้กับทุกๆการเรียนรู้เช่นกันครับ) โดยไม่จำเป้นต้องยึดติดกับเครื่องมือ
Read the next thing.
New articles, projects, Interactive Labs, and occasional professional or site announcements, primarily in Thai, with no more than one routine email a week.